AtLoveLady.Com Main
ตุลาคม 25, 2014, 07:37:16 PM *
ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
 
หน้า: [1]   ลงล่าง
ผู้เขียน หัวข้อ: ยาคุมไร้เอสโตรเจน  (อ่าน 3770 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
iamfufoo
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2010, 06:23:00 PM »

อ่านเจอในเว็บไซต์ข่าวสดค่ะ แต่ไม่รู้ว่าเป็นยี่ห้ออะไร ใครเคยใช้ช่วยแนะนำหน่อยค่ะ

http://www.khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROc1lXUXdNVEkyTURFMU13PT0=&sectionid=TURNeE5BPT0=&day=TWpBeE1DMHdNUzB5Tmc9PQ
       


 



นวัตกรรมยาคุม ไม่ใช่เพื่อรักษาสิว



ในงานแถลงข่าว "นวัตกรรมยาคุมไร้เอสโตรเจน" ที่โรงแรมอิมพีเรียลควีนส์พาร์ค สุขุมวิท 22 จัดโดยบริษัทเอ็มเอสดี (ประเทศไทย) เชิญ ศ.น.พ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มาให้ความรู้เกี่ยวกับการคุมกำเนิด

ศ.น.พ.สุรศักดิ์ กล่าวว่า องค์การ อนามัยโลก (WHO) จำแนกวิธีการคุมกำเนิด เริ่มจากเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม การใช้ห่วงอนามัย ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์ โมนเดี่ยว ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิดและห่วงคุมกำเนิด

สำหรับประเทศไทย ในอดีตมีประชากรมากและการคุมกำเนิดด้วยการทำหมัน เป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมมากและลดจำนวนลงเรื่อยๆ แต่ในปัจจุบันการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็นวิธีการที่ได้รับความนิยมของผู้หญิงถึงร้อยละ 37 ถัดมาคือการทำหมัน และการใช้ยาฉีดคุมกำเนิด

สำหรับยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นแบ่งเป็น ยาเม็ด คุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม ที่มีส่วนประกอบของเอสโตรเจนและโปรเจสเตอโรน โดยยาคุมกำเนิดชนิด 21 เม็ด ทุกเม็ดเป็นฮอร์โมนทั้งหมด ส่วนยาคุมกำเนิด 28 เม็ด 7 เม็ดสุดท้ายเป็นวิตามิน starch หรือ ferrous fumarate

ในกรณีที่ผู้หญิงบางคนที่มีปัญหาไม่สามารถใช้ฮอร์โมนรวมได้ การใช้ฮอร์โมนที่มีโปรเจส เตอโรนอย่างเดียวก็เป็นทางเลือกที่เหมาะสม และสุดท้าย คือยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน ที่มาจากมีเพศสัมพันธ์แบบฉุกละหุก ซึ่งเสี่ยงต่ออัตราการล้มเหลวนำมาสู่การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ และการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย
ศ.น.พ.สุรศักดิ์ ฐานีพานิชสกุล / ผศ.น.พ.มานพชัย ธรรมคันโธ

 


"การกินยาคุมกำเนิดแบบเดิมสำหรับผู้หญิงเหมือนกับการตัดเสื้อโหล มักเลือกรับประทานฮอร์โมนรวม ต่อมาองค์การอนามัยโลกได้แยกแยะผู้หญิงเป็นกลุ่มและพบว่าการใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้ฮอร์โมนที่มีปริมาณสูงมีผลต่อสุขภาพของผู้หญิง จึงมีการพัฒนายาเม็ดคุมกำเนิดโดยการลดขนาดฮอร์โมนเอสโตรเจนให้เหลือต่ำที่สุด เพื่อลดอาการข้างเคียงเพื่อช่วยควบคุมน้ำหนักตัวเพิ่ม ถัดมาการพัฒนาฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนตัวใหม่เพื่อให้ใกล้เคียงกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนธรรมชาติมากที่สุด วันนี้ผู้หญิงที่ทานยาเม็ดคุมกำเนิดจะไปซื้อเสื้อโหลไม่ได้แล้วต้องเลือกให้เหมาะสมกับตัวเอง" ศ.น.พ.สุรศักดิ์ กล่าว

คณบดีวิทยาลัยวิทยาศาสตร์สาธารณสุข จุฬาฯ กล่าวต่อว่า การใช้ยาคุมกำเนิดวัตถุประสงค์หลักคือ การคุมกำเนิด ผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดทำให้รอบเดือนมาสม่ำเสมอ ลดอาการปวดประจำเดือน โดยผู้หญิงร้อยละ 70-80 มักมีอาการปวดประจำเดือน และร้อยละ 20 มีอาการปวดมาก ทั้งยังลดประจำเดือนมามาก ลดอาการเครียดก่อนมีประจำเดือน

จากการศึกษาของ (WHO) พบว่า ยาเม็ดคุมกำเนิดจะป้องกันการเกิดมะเร็งรังไข่ มะเร็งปากมดลูกและมะเร็งลำไส้ และช่วยป้องกันกระดูกพรุน ป้องกันโรคถุงน้ำหรือเนื้องอกของเต้านมที่ไม่ใช่มะเร็ง ป้องกันการอักเสบในอุ้งเชิงกรานของมดลูกและปีกมดลูก เนื่องจากปากมดลูกเหนียวข้นขึ้นป้องกันไม่ใช่เชื้อโรควิ่งสู่เยื่อบุอุ้งเชิงกราน ลดสิว ขนดก และลดอาการก่อนวัยหมดประจำเดือน

ด้าน ผศ.น.พ.มานพชัย ธรรมคันโธ ภาควิชาสูติศาสตร์-นารีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล กล่าวถึงนวัตกรรมของยาเม็ดคุมกำเนิดไร้เอสโตรเจนและการเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดว่า ด้วยผลข้างเคียงของฮอร์โมนเอสโตรเจนคือ อาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ไมเกรน เจ็บตึงคัดเต้านม เป็นฝ้าและน้ำหนักตัวเพิ่ม ทำให้ไม่เป็นที่พึงปรารถนาของสาวๆ องค์การอนามัยโลกแนะนำว่า ในกลุ่มผู้หญิงบางกลุ่มไม่เหมาะสมกับการรับประ ทานยาที่มี เอสโตรเจนเป็นองค์ประกอบ จึงมีการคิดค้นยาเม็ดคุมกำเนิดที่ไร้เอสโตรเจนขึ้นมาเป็นทางเลือก

สำหรับสตรีที่มีข้อห้ามใช้เอสโตรเจน ได้แก่ผู้หญิงที่อายุเกิน 35 ปีขึ้นไป หรือมีปัญหาปวดหัวและไมเกรน ผู้ที่สูบบุหรี่หรือมีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นโรคอ้วน และสตรีที่คุมกำเนิดหลังคลอด ซึ่งสามารถใช้ได้หลังคลอดจนถึง 21 วัน หรืออยู่ระหว่างให้นมบุตรโดยเฉพาะ 6 เดือนแรก ซึ่งยาคุมกำเนิดที่มีเฉพาะฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนอย่างเดียวไม่มีผลรบกวนปริมาณและคุณภาพของน้ำนม ควบคุมรอบเดือนได้ดี อาการข้างเคียงต่ำ มีประสิทธิ ภาพการคุมกำเนิดสูง เมื่อเทียบเท่ากับยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนรวม และช่วงเวลาในการลืมรับประทานยานานถึง 12 ชั่วโมง

"ปัจจุบันนำเอายาเม็ดคุมกำเนิดมาใช้ไม่ถูกประเภทในเรื่องผิวพรรณและการรักษาสิว ซึ่งสิวที่จะดีขึ้นจากการรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิดนั้นต้องเกี่ยวกับฮอร์โมน ถ้าเป็นการอุดตันของต่อม ไขมันหรือสาเหตุจากแบคทีเรีย การกินยาเม็ดคุมกำเนิดอาจไม่ได้ผล และปัจจุบันบางคลินิกผิวหนังมีการนำยาเม็ดคุมกำเนิดมาแกะเป็นเม็ดให้เด็ก รับประทาน โดยไม่เน้นย่ำสม่ำเสมอ ทำให้มีปัญหาเลือดออกกะปริบกะปรอย ทำให้รอบเดือนผิด ปกติ จึงต้องพึงระวัง ในเรื่องนวัตกรรมการคุมกำเนิด เป้าหมายหลักคือ กินเพื่อป้องการการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์ ดังนั้น การนำไปใช้เพื่อผลอย่างอื่นต้องปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด ยาเม็ดคุมกำเนิดไม่ใช่ยาสารพัดนึกหรือเป็นทางออกสุดท้ายในเรื่องผิวพรรณของผู้หญิง" ผศ.น.พ.มานพชัย กล่าวทิ้งท้าย

หน้า 25
 
 
 
 
 
 
 
บันทึกการเข้า

หน้า: [1]   ขึ้นบน
  พิมพ์  
 
กระโดดไป:  

Powered by MySQL Powered by PHP Powered by SMF 1.1.10 | SMF © 2006-2008, Simple Machines LLC | Thai language by ThaiSMF
Theme by hhy89
Valid XHTML 1.0! Valid CSS!
หน้านี้ถูกสร้างขึ้นภายในเวลา 0.053 วินาที กับ 20 คำสั่ง